"ต้นไม้ที่ได้รับการดูแลให้น้ำให้ปุ๋ย
ไปบำรุงลำต้นจนสมบูรณ์
เมื่อถึงเวลา ไม่ยอมออกดอกออกผล
ก็ต้องโค่นทิ้ง
คนที่ได้รับการเลี้ยงดูจนเติบใหญ่
แต่ไม่ยอมตอบแทนคุณพ่อแม่ก็เป็นคนหนักแผ่นดิน
ทองคำแท้หรือไม่โดนไฟก็รู้
คนดีแแท้หรือไม่
ให้ดูตรงที่เลี้ยงพ่อแม่
ถ้าดีจริง ต้องเลี้ยงพ่อแม่
ถ้าไม่เลี้ยง แสดงว่าดีไม่จริง
เป็นพวกทองชุบ ทองเก๊"
พระคุณของพ่อแม่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่า
ถ้าบุตรจะพึงวางบิดามารดาไว้บนบ่าทั้งสองของตน
ประคับประคองท่านอยู่บนบ่านนั้น
ป้อนข้าวป้อนน้ำและให้ท่านถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่านั้นเสร็จ
แม้บุตรจะมีอายุถึง ๑๐๐ ปี
และปรนนิบัติท่านไปจนตลอดชีวิต
ก็ยังนับว่าตอบแทนพระคุณท่านไม่หมด
ยังมีผู้อุปมาไว้ว่า
หากเราใช้ท้องฟ้าแทนกระดาษ
ยอดเขาพระสุเมรุแแทนปากกาน้ำในมหาสมุทรแทนหมึก
เขียนบรรยายคุณของพ่อแม่
จนท้องฟ้าเต็มไปด้วยอักษร
ภูเขาสึกกร่อนจนหมด
น้ำในมหาสมุทรเหือดแห้งก็ยังบรรยายคุณของพ่อแม่ไม่หมด
บิดามารดาเป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ของบุตร
สรุปโดยย่อคือ
๑.เป็นต้นฉบับทางกาย
แบบเป็นสิ่งที่จำเป็นในการทำให้ของทั้งหลายในโลกมีค่าสูงขึ้น
ตัวอย่างเช่นก้อนดินเหนียวธรรมดา
ถ้าหากนำมาใส่แบบพิมพ์แล้วพิมพ์เป็นตุ๊กตา
ก็ทำให้ดินก้อนนั้นมีค่าขึ้นมาเป็นเครื่องประดับบ้านเรือนได้ดินเหนียวก้อนเดียวกันนี้
หากได้แบบที่ดีกว่าขึ้นมาอีกเช่นแบบเป็นพระพุทธรูปก็จะเห็นได้ว่าคุณค่าของดินเหนียวก้อนนี้ทรงคุณค่ามากยิ่งขึ้น
ผู้คนได้กราบไหว้บูชา
จะเห็นได้ว่าคุณค่าของดินเหนียว
ก้อนนี้ขึ้นอยู่กับแแบบที่พิมพ์นั่นเอง
ในทำนองเดียวกัน
การเกิดของสัตว์ เช่นเป็น ช้าง
มัา วัว ควาย ฯลฯ
แม้จะมีปัญญาติดตัวมามากสักปานใดก็ไม่สามารถทำความดีได้เต็มที่
โชคดีที่เราได้แบบเป็นคน
ซึ่งเป็นโครงร่างที่ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย
เหมาะในการทำความดีทุกประการ
พระคุณขงอพ่อแม่ในการเป็นต้นแบบทางกายให้เรา
ก็นับว่ามีมากเหลือหลายแล้วยิ่งท่านอบรม
เลี้ยงดูเรามาเป็นต้นแบบทางใจให้ด้วย
ก็ยิ่งมีพระคุณมากเป็นอเนกนันต์
๒.เป็นต้นแบบทางใจ
ให้ความอุปการะเลี้ยงดู ฟูมฟัก
ทะนุถนอมอบรมสั่งสอน
ปลูกฝังกิริยามารยาท
ให้ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมแก่ลูก
สมญานามของพ่อแม่
สมญานามของพ่อแม่นั้น
กล่าวกันว่าท่านเป็นทั้งพรหมของลูก
เทวดาคนแรกของลูก
ครูคนแรกของลูก
และเป็นพระอรหันต์ของลูก
ซึ่งอธิบายได้ดังนี้
-พ่อแม่เป็นพรหมของลูก
เพราะเหตุที่มีพรหมธรรม ๙
ประการได้แก่
๑.มีเมตตา คือ
มีความปรารถนาดีต่อลูกไม่มีที่สิ้นสุด
๒.มีความกรุณา คือ
หวั่นใจในความทุกข์ของลูกและคอยช่วยเหลือเสมอไม่ทอดทิ้ง
๓.มีมุทิตา คือ
เมื่อลูกมีความสุขสบาย
ก็มีความปลาบปลื้มยินดีด้วยความจริงใจ
๔.มีอุเบกขา คือ
เมื่อลูกมีครอบครัวสามารถเลี้ยงตนเองได้แล้ว
ก็ไม่วุ่นวายกับชีวิตครอบครัวลูกจนเกินงาม
และหากลูกผิดพลาดก็ไม่ซ้ำเติม
แต่กลับคอยเป็นที่ปรึกษา
ให้เมื่อลูกต้องการ
-พ่อแม่เป็นเทวดาคนแรกของลูก
เพราะคอยปกป้องคุ้มกันภัยเลี้ยงดูลูกมาก่อนผู้มีความปรารถนาดีคนอื่น
ๆ
-พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก
เพราะสั่งสอนอบรม
คำพูดและกิริยามารยาทให้ลูกก่อนคนอื่น
ๆ
-พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก
เพราะมีคุณธรรม ๔ ประการ ได้แก่
๑.เป็นผู้มีอุปการะมากแก่ลูก
ท่านได้ทำภารกิจอันทำได้แสนยาก
ได้แก่การอุปการะเลี้ยงดูลูก
ซึ่งยากที่จะหาคนอื่นทำแก่เราได้อย่างท่าน
๒.เป็นพระเดชพระคุณมาก
ปกป้องอันตราย
ให้ความอบอุ่นแก่ลูกมาก่อน
๓.เป็นเนื้อนาบุญของลูก
มีความบริสุทธิ์ใจต่อลูกอย่างแท้จริงเป็นผู้ที่ลูกควรทำบุญต่อตัวท่าน
๔.เป็นอาหุไนยบุคคล
เป็นผู้ควรแก่การรับของคำนับ
และการนมัสการของลูก
คุณธรรมของลูก
เมื่อพ่อแม่มีพระคุณมากมายปานนี้
ลูกจึงควรมีคุณธรรมต่อท่านคุณธรรมของลูกเริ่มที่รู้จักคุณพ่อแม่
คือรู้ว่าท่านดีต่อเราอย่างไร
สูงขึ้นไปอีกคือตอบแทนคุณท่าน
ในทางศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสบรรยายคุณธรรมของลูกไว้อย่างสั้น
ๆ แต่จับความไว้ได้อย่างครบถ้วน
คือคำว่า "กตัญญู
กตเวที"คุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นลูกรวมอยู่ใน
๒ คำนี้
กตัญญู หมายถึงเห็นคุณท่าน
คือเห็นด้วยใจ ด้วยปัญญา
ว่าท่านเป็นผู้มีพระคุณต่อเราอย่างแท้จริง
ไม่ใช่สักแต่ว่าปากท่องพระคุณพ่อแม่ปาว
ๆไปเท่านั้น
คุณของงพ่อแม่ดูได้จากอุปการะ
คือประโยชน์ที่ท่านทำแก่เรามีอะไรบ้างที่แตกต่างจากคนอื่น
ตามธรรมดาของคนทั่ว ๆ ไป
เมื่อจะอุปกาะใครเขาต้องเห็นทางได้
เช่น เห็นหลักทรัพย์
หรือดูนิสัยใจคอ
ต่อเมื่อแน่ใจแล้วว่าอุปการคุณของเขาจะไม่สูญเปล่า
จึงลงมือช่วยเหลือ
แต่ที่พ่อแม่อุปการะเรานั้นเป็นการอุปการะโดยบริสุทธิ์ใจจริง
ๆ ไม่ได้มองถึงหลักประกันใด ๆ
เลย
เราเองก็เกิดมาตัวเปล่าไม่มีหลักทรัพย์แม้แต่เข็เล่มเดียวยัง
ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าอวัยวะร่างกายจะใช้ได้ครบถ้วนหรือไม่
ยิ่งนิสัยใจคอแล้วยิ่งรู้ไม่ได้เอาทีเดียว
โตขึ้นมาจะเป็นอย่างไร
จะเป็นคนอกตัญญูหรือไม่ไม่รู้ทั้งนั้น
หนังสือสัญญาการรับปากสักคำเดียวระหว่างเรากับท่านก็ไม่มีแต่ทั้ง
ๆที่ไม่มี
ท่านทั้งสองก็ได้โถมตัวเข้าช่วยเหลือเราจนสุดชีวิต
ที่ยากจนก็ถึงกับกู้หนี้ยืมสินคนอื่นมาช่วย
เรื่องเหล่านี้ต้องคิดดูด้วยเหตุผลอย่าสักแต่คิดด้วยอารมณ์เท่านั้น
การพิจารณาให้เห็นคุณของพ่อแม่ด้วยใจอย่างนี้แหละเรียกว่า"กตัญญู"
เป็นคุณธรรมเบื้องต้นของผู้เป็นลูก
ยิ่งพิจารณาเห็นคุณท่านมากเท่าไร
แสดงว่าใจของเราเริ่มใสและสว่างมากขึ้นเท่านั้น
กตเวที หมายถึง
การทดแทนพระคุณของท่าน
ซึ่งมีงานที่ต้องทำ ๒ ประการ คือ
๑.ประกาศคุณท่าน
๒.ตอบแทนคุณท่าน
การประกาศคุณท่าน หมายถึง
การทำให้ผุ้อื่นรู้ว่า
พ่อแม่มีคุณแก่เราอย่างไรบ้าง
มากน้อยเพียงใด
เรื่องนี้มีคนคิดทำอยู่มากเหมือนกัน
แต่ส่วนมากไปทำตอนงานศพ
คือเขียนประวัติสรรเสริญคุณพ่อแม่ในหนังสือแจก
การกระทำเช่นนี้ก็ถูก
แต่ถูกเพียงเปลือกนอกผิวเผินนัก
ถ้าเป็นการกินผลไม้ก็แค่เคี้ยวเปลือกเท่านั้น
ยังมีทำเลที่จะประกาศคุณพ่อแม่ที่สำคัญกว่านี้
คือ ที่ตัวเรานี่เอง
คนเราทุกคนคือตัวแทน
ของพ่อแม่ตนทั้งนั้น
เลือดก็แบ่งมาจากท่านเนื้อก็แบ่งมาจาท่าน
ตลอดจนนิสัยใจคอก็ได้รับการอบรมถ่ายทอดมาจากท่าน
ความประพฤติของตัวเรานี่แหละจะเป็นเครื่องประกาศคุณพ่อแม่อย่างโจ่งแจ้งที่สุด
หากพิมพ์ข้อความไว้ในหนังสือแจกว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นคนตั้งอยู่ในศีลในธรรม
แต่ตัวเราเองประพฤติสำมะเลเทเมา
คอร์รัปชั่นทุกครั้งที่มีโอกาสศีลข้อเดียวก็ไม่สนใจรักษา
ก็ผิดที่ไป
สดุดีคุณพ่อแม่ว่าเป็นคนดี
สุภาพเรียบร้อยแต่ตัวเราผู้เป็นลูกกลับประพฤติตัวเป็นนักเลงอันธพาล
อย่างนี้คุณค่าของการสรรเสริญพ่อแม่ก็ลดน้ำหนักลง
กลายเป็นว่ามอบหน้าที่ในการกตเวทีประกาศคุณพ่อแม่ให้หนังสือทำแทน
ให้กระดาษ ให้เครื่องพิมพ์
ให้ช่างเรียงพิมพ์แสดงกตเวทีแทน
แล้วตัวเรากลับประจานพ่อแม่ของตัวเอง
อย่างน้อยที่สุดก็ประจานแก่ชาวบ้านว่าพ่อแม่ของเราเลี้ยงลูกไม่เป็นประสา
พ่อแม่ของใครใครก็รัก
เมื่อรัท่านก็ประกาศคุณความดีของท่านซิประกาศด้วยความดีของตัวเราเองตั้งแต่เดี๋ยวนี้
ยิ่งท่านยังมีชีวิตอยู่
การประกาศคุณของเราจะทำให้ท่านมีความสุขใจอย่างยิ่ง
ส่วนใครจะประพันธ์สรรเสริญคุณพ่อแม่พิมพ์แจกเวลาท่านตายแล้ว
นั่นเป็นประเด็นเบ็ดเตล็ดจะทำก็ได้ไม่ทำก็ไม่เสียหายอะไร
ไม่ว่าเราจะตั้งใจประกาศคุณท่านหรือไม่
ความประพฤติของเราก็เป็นตัวประกาศคุณท่านหรือประจานท่านอยู่ตลอดเวลา
คิดเอาเองก็แล้วกันว่าเราจะประกาศคุณพ่อแม่ของเราด้วยเกียรติยศชื่อเสียง
หรือจะใจดำถึงกับประจานผู้บังเกิดเกล้าด้วยการทำตัวเป็นพาลเกเรและประพฤติต่ำทราม
การตอบแทนคุณท่าน แบ่งเป็น ๒
ช่วง คือ
๑.เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่
ก็ช่วยเหลือกิจการงานของท่านเลี้ยงดูท่านตอนเมื่อยามท่านชรา
ดูแลปรนนิบัติการกินอยู่ของท่านให้สะดวกสบายและเอาใจใส่ช่วยเหลือเมื่อท่านเจ็บป่วย
๒.เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว
ก็จัดพิธีศพให้ท่าน
และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่านอย่างสม่ำเสมอ
แม้เราจะตอบแทนพระคุณท่านถึงเพียงนี้แล้ว
ก็ยังนับว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับพระคุณอันยิ่งใหญที่ท่านมีต่อเรา
ผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีต้องการจะสนองพระคุณท่านให้ได้ทั้งหมด
พึงกระทำดังนี้
๑.ถ้าท่านยังไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ก็พยายามชักนำให้ท่านตั้งอยู่ในศรัทธาให้ได้
๒.ถ้าท่านยังไม่ถึงพร้อมด้วยการให้ท่าน
ก็พยายามชักนำให้ท่านยินดีในการบริจาคทานให้ได้
๓.ถ้าท่านยังไม่มีศีล
ก็พยายามชักนำให้ท่านรักษาศีลให้ได้
๔.ถ้าท่านยังไม่ทำสมาธิภาวนา
ก็พยายามชักนำให้ท่านทำสมาธิภาวนาให้ได้
เพราะว่าการตั้งอยู่ในศรัทธาการให้ท่าน
การรักษาศีล การทำสมาธิภาวนา
เป็นประโยชน์โดยตรง
และเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ตัวบิดามารดาผู้ประพฤติปฏิบัติเองทั้งในภพนี้
ภพหน้า
และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งคือ
เป็นหนทางไปสู่พระนิพพาน
อานิสงส์การบำรุงบิดามารดา
๑.ทำให้เป็นคนมีความอดทน
๒.ทำให้เป็นคนมีสติรอบคอบ
๓.ทำให้เป็นคนมีเหตุผล
๔.ทำให้พ้นทุกข์
๕.ทำให้พ้นภัย
๖.ทำให้ได้ลาภโดยง่าย
๗.ทำให้แคล้วคลาดภัยในยามคับขัน
๘.ทำให้เทวดาลงรักษา
๙.ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญ
๑๐.ทำให้มีความเจริญก้าวหน้า
๑๑.ถ้ามีลูกก็จะได้ลูกที่ดี
๑๒.ทำให้มีความสุข
๑๓.ทำให้เป็นตัวอย่างอันดีแก่อนุชนรุ่นหลัง
Copyright 2000 Thailand . Allrights reserved. 4uweb@4uweb.cjb.net
Hosting : Support ASP
Best view with IE (MS Explorer)